
เหตุผลความจำเป็นที่ต้องจัดจ้าง
การดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพในประชากรกลุ่มเฉพาะจำเป็นต้องมีระบบติดตามและเก็บข้อมูลที่สามารถสะท้อน การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชากรกลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่ากิจกรรมหรือกระบวนการที่ดำเนินงานก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์มากน้อยเพียงใด รวมถึงสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานและการกำหนดแนวทางเชิงนโยบายต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประชากรกลุ่มเฉพาะมีบริบทและข้อจำกัดที่แตกต่างจากประชากรทั่วไป ทั้งด้านภาษา การศึกษา วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมทางสังคม และรูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพ ดังนั้น เครื่องมือเก็บข้อมูลจึงไม่สามารถใช้แบบประเมินทั่วไปได้โดยตรง แต่ต้องได้รับการออกแบบให้ สอดคล้องกับบริบทของประชากรกลุ่มเฉพาะ เข้าใจง่าย สามารถนำไปใช้ในพื้นที่จริง และวัดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าเชื่อถือ
การจัด เวทีพัฒนาเครื่องมือการเก็บผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงประชากรกลุ่มเฉพาะ จึงมีความจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องมือ การวัดและประเมินผล การวิจัยเชิงพฤติกรรมสุขภาพ และการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการกำหนดกรอบผลลัพธ์ ตัวชี้วัด และวิธีการเก็บข้อมูลที่เหมาะสม รวมถึงช่วยเชื่อมโยงระหว่าง บริบทของประชากร กระบวนการดำเนินงาน และผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง ให้สามารถนำไปใช้ในการติดตามผลได้จริง
ผู้เชี่ยวชาญจะมีบทบาทสำคัญในการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในระดับ บุคคล กลุ่ม และพื้นที่ เช่น ความรู้และความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การมีส่วนร่วมของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของกลไกหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของวิธีการเก็บข้อมูลและความสามารถในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลลัพธ์
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และร่วมดำเนินกระบวนการในเวทีพัฒนาเครื่องมือดังกล่าว เพื่อให้ได้ เครื่องมือที่มีกรอบแนวคิดชัดเจน มีความเหมาะสมกับประชากรกลุ่มเฉพาะ สามารถใช้เก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นระบบ และสามารถนำผลที่ได้ไปใช้ในการติดตามประเมินผล การสังเคราะห์บทเรียน และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขอบเขตการดำเนินงาน (Scope of Work)
ผู้รับจ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สำหรับเวทีพัฒนาเครื่องมือการเก็บผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงประชากรกลุ่มเฉพาะ มีขอบเขตการดำเนินงาน ดังนี้
1. ศึกษาและทบทวนกรอบการดำเนินงาน
2. พัฒนากรอบแนวคิดการเก็บผลลัพธ์
3. ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ
4. ดำเนินกระบวนการในเวทีพัฒนาเครื่องมือ
5. ทดลองและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
6. จัดทำคู่มือและแนวทางการใช้งาน
7. สังเคราะห์ผลและให้ข้อเสนอแนะ
8. ปรับปรุงและส่งมอบผลงาน
(ร่าง) เวทีพัฒนาเครื่องมือการเก็บผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงประชากรกลุ่มเฉพาะ
วันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.30 – 17.00 น.
ณ ห้องประชุม 206A ชั้น 2 สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เป้าหมายเครื่องมือเก็บรวบรวมผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ 7+1
วัตถุประสงค์
1. ออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ 7+1
2. แนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง
ผลผลิตเครื่องมือและแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง
08.30 – 09.30 น.ลงทะเบียน
09.30 – 09.45 น.ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดเวทีฯ
09.45 – 11.00 น.ทิศทางการวัดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ 7+1
11.00 – 12.00 น.เครื่องมือสําหรับการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ
12.00 – 13.00 น.รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 15.00 น.(ร่าง) เครื่องมือการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ
15.00 – 17.00 น.แนวทางการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ
ระยะเวลาดำเนินงาน
ระยะเวลาดำเนินงานนับตั้งแต่ลงนามในสัญญา จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569
งบประมาณ
ค่าตอบแทนที่ได้รับ รวมทั้งสิ้น 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
เงื่อนไขการชำระเงิน จำนวน 2 งวด ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้
งวดที่สิ่งส่งมอบระยะเวลาค่าตอบแทน11. ใบเสนอราคา พร้อมข้อเสนอการดำเนินงาน
1.1 ข้อเสนอทางเทคนิค: ความเข้าใจในขอบเขตงาน แนวทางดำเนินงาน แผนงานและตัวอย่าง
1.2 ข้อเสนอทางการเงิน (ใบเสนอราคา): ระบุค่าตอบแทน
1.3 ประวัติการทำงาน (CV) พร้อมผลงานที่เกี่ยวข้อง
2. ไฟล์รายงานขั้นต้น (Inception Report)
3. ใบวางบิล (invoice) พร้อมเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัญชีธนาคาร
ภายหลังผู้ว่าจ้างตกลงและทำสัญญากับผู้รับจ้าง
กำหนดส่งมอบ ภายในเดือนกันยายน 2569 ก่อนการจัดงาน
ผู้ว่าจ้างโอนค่าตอบแทนให้กับผู้รับจ้างในวันที่จัดกิจกรรม (22 ก.ย. 2569)25,000 บาท
(50% ของ
ค่าตอบแทน)21. ไฟล์รายงานการพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
1.1 เครื่องมือเก็บข้อมูลฉบับพร้อมใช้งาน รวมถึงแบบฟอร์มและเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง
1.2 คู่มือการใช้เครื่องมือ ประกอบด้วยสำระสำคัญ เช่นวัตถุประสงค์ วิธีการเก็บข้อมูล คำอธิบายข้อคำถาม วิธีการให้คะแนน/ประเมินผล แนวทางการบันทึกและตรวจสอบข้อมูล และแนวทางการวิเคราะห์และแปลผล
2. ใบวางบิล (invoice) พร้อมเอกสารประกอบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัญชีธนาคารกำหนดส่งมอบ ภายในเดือนกันยายน 2569 หลังการจัดงาน25,000 บาท
(50% ของ
ค่าตอบแทน)
สิทธิในผลงาน
ลิขสิทธิ์และกรรมสิทธิ์ในผลงานทั้งหมดเป็นของผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิ์นำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ว่าจ้าง
ผู้จัดทำรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของขอบเขตงานจ้าง (ToR)
นายเจตนวัฒน์ สลักคำผู้จัดการโครงการบริการสุขภาพภาคการก่อสร้าง
ผู้อนุมัติขอบเขตงานจ้าง (ToR)
นายธนดณ ฉันทะธาดาวงศ์ (ผู้รับผิดชอบโครงการ)
ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลลัพธ์ทางสังคมเชิงระบบ
กรรมการจัดหา
เจ้าหน้าที่มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก
กรรมการตรวจรับ
เจ้าหน้าที่มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก
ช่องทางการส่งข้อเสนอ
โปรดส่งข้อเสนอการดำเนินงาน ใบเสนอราคา และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาที่เว็บไซต์ของมูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็กและช่องทางอื่นที่ผู้ว่าจ้างกำหนด
ชื่อและที่อยู่ของ “ผู้ว่าจ้าง” เพื่อระบุในใบเสนอราคาและเอกสารสำคัญอื่นๆ
โครงการสนับสนุนนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพแรงงานข้ามชาติในแคมป์พักก่อสร้าง รหัสโครงการ 67-00392
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
เลขที่ 99/8 ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร: 0994000005377
สถานที่ส่งมอบพัสดุและเอกสารประกอบการส่งมอบ
โครงการสนับสนุนนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาพแรงงานข้ามชาติในแคมป์พักก่อสร้าง รหัสโครงการ 67-00392
มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก 2836 ถนนสุขุมวิท แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กทม. 10260
เงื่อนไขการยื่นข้อเสนอราคา
ผู้เสนอราคาต้องเสนอราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ค่าขนส่ง ค่าจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่นๆทั้งปวง ไว้ด้วยแล้ว ยกเว้นในกรณีที่ผู้เสนอราคาเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายสามารถเสนอราคาที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ภายในวันที่ 3 กันยายน 2569
เพื่อให้กระบวนการพิจารณาผลการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินการจัดทำสัญญาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องยืนราคาตลอดระยะเวลาที่ครอบคลุมจนกว่าจะมีการลงนามในสัญญาแล้วเสร็จ ทั้งนี้ เพื่อให้ราคาและเงื่อนไขที่เสนอมีผลผูกพันผู้ยื่นข้อเสนอ ป้องกันการเปลี่ยนแปลงหรือถอนข้อเสนอภายหลังการพิจารณาผล ซึ่งอาจส่งผลให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความล่าช้าหรือเสียประโยชน์ต่อผู้ว่าจ้าง
เอกสารที่ต้องยื่นประกอบการเสนอราคา
1. ข้อเสนอทางเทคนิค: ความเข้าใจในขอบเขตงาน แนวทางดำเนินงาน แผนงานและตัวอย่าง
2. ข้อเสนอทางการเงิน (ใบเสนอราคา): ระบุค่าตอบแทนรวม (รวม/ไม่รวม VAT)
3. ประวัติการทำงาน (CV) พร้อมผลงานที่เกี่ยวข้อง
อัตราค่าปรับ
สงวนสิทธิ์ค่าปรับกรณีส่งมอบเกินกําหนดโดยคิดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.10 ต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 10% ของมูลค่าตามใบสั่งซื้อ/จ้าง/เช่า หรือสัญญา
กระบวนการตรวจรับงานและการประกันคุณภาพ
คณะกรรมการตรวจรับจะดำเนินการพิจารณาผลงานและสิ่งส่งมอบภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่ได้รับจากผู้ให้บริการ โดยผู้ให้บริการต้องดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 (ถ้ามี) หากผลงานยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ให้บริการจะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจนกว่าจะได้รับอนุมัติ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
อนึ่ง หากผู้ให้บริการไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดเวลา ผู้ให้บริการยินยอมให้มีการปรับในอัตรา ร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง (0.1%) ของมูลค่าสัญญาทุกวัน จนกว่าจะส่งมอบงานแล้วเสร็จ ทั้งนี้ กำหนดค่าปรับสูงสุดไม่เกินร้อยละสิบ (10%) ของมูลค่าสัญญาก่อนที่สัญญาจะถูกยกเลิก และผู้ว่าจ้างขอสงวน สิทธิ์ที่จะไม่จ่ายเงินที่เหลือและรับผลงานที่ส่งมาแล้ว
เอกสารที่ต้องยื่นภายหลังได้รับพิจารณาและดำเนินการเซ็นสัญญาว่าจ้าง
1. สัญญาว่าจ้างที่ผ่านการลงนามครบถ้วน; (แบบสัญญาซื้อ/จ้าง/เช่า)
1.1 ลงนามโดย (1) ผู้ให้บริการ (2) ผู้รับผิดชอบโครงการ (3) พยาน
1.2 ติดอาการแสดมป์ (หรือตีตราสาร) อย่างครบถ้วนถูกต้องทั้งสองฉบับ (สัญญาต้นฉบับและคู่ฉบับ)
2. เอกสารอื่นๆ ข้อเสนอทางการเงินและเอกสารประกอบ
สอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
นายเจตนวัฒน์ สลักคำผู้จัดการโครงการบริการสุขภาพภาคการก่อสร้าง jetnawat@baandekfoundation.org

Baan Dek is a Thai registered Foundation with the mission of providing access to education, healthcare, and safety for all vulnerable children. One of the groups we support are children growing up in construction site camps – we estimate that there are tens of thousands of children in this situation throughout Thailand. These migrant children follow their parents to Thailand, where they end up living in precarious temporary shelters with limited access to essential services. Their vulnerable situation means that they are at risk of having their basic human rights taken away. We work in partnership with real estate and construction companies and local government entities, and have become the leading foundation in this sector. Baan Dek Foundation is supported by the Kids Home Development Network, a worldwide network of partners that facilitate fundraising and advocacy. The network is comprised of Kids Home UK, Kids Home Italia, Kids Home France and Kids Home US. Together they ensure the continued development of BDF programs in Thailand.